
connectbizs
|
13/07/2026
PDPA ไม่ใช่แค่เรื่องบริษัทใหญ่ ร้านเล็กๆ ก็โดนปรับได้ถ้าไม่รู้เรื่องนี้

บทความนี้ ConnectBizs จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องที่เจ้าของร้านค้าและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังเข้าใจผิดอยู่ นั่นคือกฎหมาย PDPA หลายคนคิดว่ากฎหมายนี้มีไว้จับแต่บริษัทใหญ่ๆ ธนาคาร หรือบริษัทมหาชนเท่านั้น ร้านเล็กๆ อย่างเราคงไม่มีใครมาสนใจหรอก แต่ความจริงแล้วความคิดแบบนี้อาจทำให้ธุรกิจของคุณต้องเจอค่าปรับหลักแสนถึงหลักล้านบาทโดยไม่รู้ตัวเลย
PDPA ย่อมาจาก Personal Data Protection Act หรือชื่อทางการคือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ใจความหลักของกฎหมายคือ ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นของเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่ของธุรกิจที่เก็บมัน ดังนั้นก่อนที่ธุรกิจจะเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า ต้องขอความยินยอมและแจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนก่อนเสมอ ข้อมูลส่วนบุคคลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ชื่อกับเลขบัตรประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่จัดส่ง อีเมล รูปถ่ายใบหน้า พฤติกรรมการคลิกดูสินค้าบนเว็บไซต์ ไปจนถึงพิกัด GPS ก็นับเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้น
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ "กฎหมายนี้บังคับใช้กับบริษัทใหญ่ ร้านเราคงไม่โดน" แต่ในความเป็นจริง กฎหมาย PDPA บังคับใช้กับทุกคนที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ร้านค้า ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทขนาดใหญ่ โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาดของรายได้หรือจำนวนพนักงานแต่อย่างใด
ลองนึกภาพกิจกรรมง่ายๆ ที่ร้านค้าเล็กๆ ทำกันเป็นประจำทุกวัน แล้วอาจเข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม PDPA โดยที่เจ้าของร้านไม่รู้ตัว
แม่ค้าออนไลน์รับออเดอร์ผ่านแชท ต้องขอชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรลูกค้าเพื่อจัดส่งของ
ร้านกาแฟหรือร้านอาหารที่มีสมาชิกสะสมแต้ม ต้องเก็บเบอร์โทรหรืออีเมลลูกค้า
ร้านค้าที่ติดกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะระบบที่มีการสแกนใบหน้าลูกค้า
ธุรกิจที่ใช้ LINE Official Account เก็บประวัติการสั่งซื้อ เพื่อทำการตลาดภายหลัง
ร้านที่ใช้ ChatGPT หรือ AI Tools ช่วยตอบแชท โดยก๊อปปี้ชื่อ เบอร์โทร หรือประวัติการซื้อของลูกค้าไปวางในพรอมต์
ทุกกรณีข้างต้นล้วนเข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม PDPA ทั้งสิ้น และที่น่ากังวลคือกรณีสุดท้ายกำลังเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะร้านค้าจำนวนมากเริ่มใช้ AI ช่วยงาน แต่ไม่รู้ว่าการนำข้อมูลลูกค้าไปป้อนให้ระบบภายนอกโดยไม่ระวัง อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลได้
นี่คือส่วนที่ทำให้หลายคนต้องตกใจเมื่อรู้รายละเอียด เพราะ PDPA มีบทลงโทษครอบคลุมทั้งสามด้าน และสามารถโดนพร้อมกันได้ในคราวเดียว
โทษทางปกครอง ปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ไปจนถึงสูงสุด 5 ล้านบาทต่อการกระทำผิดหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลสุขภาพ ศาสนา หรือข้อมูลชีวมิติอย่างใบหน้า
โทษทางอาญา หากนำข้อมูลไปใช้หรือเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอมจนก่อให้เกิดความเสียหาย มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่สำคัญคือถ้าธุรกิจเป็นนิติบุคคล คนที่อาจต้องรับโทษจำคุกจริงๆ คือกรรมการหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบ ไม่ใช่บริษัทในฐานะนิติบุคคลลอยๆ
โทษทางแพ่ง หากลูกค้าได้รับความเสียหายจากการที่ข้อมูลถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ธุรกิจอาจต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน และศาลยังสามารถสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มได้อีกสูงสุดถึง 2 เท่าของความเสียหายจริง
ลองคิดดูว่าถ้าร้านเล็กๆ ที่มีกำไรต่อเดือนหลักหมื่นบาท ต้องเจอค่าปรับหลักแสนหรือหลักล้าน นั่นอาจหมายถึงการปิดกิจการได้เลยทันที
ข่าวดีเล็กน้อยคือ ธุรกิจ SME ที่มีรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี อาจได้รับการยกเว้นในเรื่องการจัดทำบันทึกรายการประมวลผลข้อมูล หรือที่เรียกว่า RoPA (Record of Processing Activities) ในบางกรณี ซึ่งเป็นเอกสารที่องค์กรใหญ่ต้องทำเพื่อบันทึกว่าเก็บข้อมูลอะไร เก็บทำไม เก็บไว้นานแค่ไหน แต่ข้อยกเว้นนี้ ไม่ได้แปลว่าร้านเล็กไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะหน้าที่พื้นฐานอย่างการขอความยินยอมจากลูกค้า การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการแจ้งลูกค้าว่าเก็บข้อมูลไปทำอะไร ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำอยู่ดี ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
ไม่ต้องถึงขั้นจ้างทนายความราคาแพงหรือทำระบบซับซ้อน แต่ร้านค้าเล็กควรเริ่มจากพื้นฐานเหล่านี้ก่อน
ขอความยินยอมให้ชัดเจนก่อนเก็บข้อมูล เช่น เวลาลูกค้าให้เบอร์โทรเพื่อจัดส่งของ ควรมีข้อความแจ้งสั้นๆ ว่าจะใช้ข้อมูลนี้เพื่อจัดส่งสินค้าเท่านั้น ไม่ได้เอาไปขายต่อหรือส่งโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ใช้ข้อมูลให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ถ้าขอเบอร์โทรไปเพื่อส่งของ ก็ใช้แค่นั้น อย่าเอาไปยิงโฆษณาขายสินค้าอื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตเพิ่ม
เก็บข้อมูลให้ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสารในคอมพิวเตอร์ หรือสมุดบันทึกลูกค้าแบบกระดาษ ควรมีการจำกัดว่าใครเข้าถึงได้บ้าง และไม่ปล่อยให้ข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจายอยู่ในที่ที่ใครก็เปิดดูได้
ระวังการใช้ AI Tools กับข้อมูลลูกค้า ก่อนจะก๊อปปี้ชื่อ เบอร์โทร หรือประวัติการซื้อของลูกค้าไปวางในแชทบอทหรือเครื่องมือ AI ภายนอก ควรตรวจสอบก่อนว่าเครื่องมือนั้นมีนโยบายด้านข้อมูลอย่างไร และพยายามหลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลที่ระบุตัวตนได้โดยไม่จำเป็น
ถ้าติดกล้องวงจรปิดหรือระบบสแกนใบหน้า ต้องขอความยินยอมแยกต่างหาก เพราะข้อมูลใบหน้าถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่กฎหมายคุ้มครองเข้มงวดเป็นพิเศษ
เตรียมแผนรับมือหากข้อมูลรั่วไหล แม้จะเป็นร้านเล็ก แต่ถ้าเกิดเหตุข้อมูลลูกค้ารั่วไหลจริง กฎหมายกำหนดให้ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังทราบเหตุ การมีแผนคร่าวๆ ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก
ความเข้าใจผิดที่ว่า "ร้านเล็กคงไม่มีใครมาจับ" คือความเสี่ยงที่แพงที่สุดที่ธุรกิจขนาดเล็กกำลังแบกรับอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะกฎหมาย PDPA ไม่ได้เว้นให้ใคร ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ หากมีการเก็บข้อมูลลูกค้าก็ต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกัน ข่าวดีคือการเริ่มต้นทำตาม PDPA ให้ถูกต้องไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่คิด แค่เริ่มจากการขอความยินยอมให้ชัดเจน ใช้ข้อมูลให้ตรงตามที่แจ้งไว้ และระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ก็ช่วยลดความเสี่ยงไปได้มากแล้ว และในระยะยาว การให้ความสำคัญกับข้อมูลลูกค้ายังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย หากธุรกิจของคุณต้องการความชัดเจนในการปฏิบัติตาม PDPA อย่างถูกต้องครบถ้วน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง