
connectbizs
|
ธุรกิจ
|
06/08/2026

ถ้าให้พูดตรงๆ ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ง่ายเลยสำหรับเศรษฐกิจโลกครับ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วจนหลายประเทศตามไม่ทัน เงินเฟ้อก็ยังกดดันอยู่ทั่วโลก ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ หลายคนอาจคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะโดนผลกระทบหนักไม่แพ้ใคร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับน่าสนใจกว่านั้นครับ เพราะไทยสามารถแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและเสถียรภาพที่โดดเด่นในภูมิภาคอาเซียนได้ ท่ามกลางมรสุมที่ถาโถมเข้ามารอบด้าน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หรือเพราะไทยหลบเลี่ยงปัญหาได้เก่งกว่าประเทศอื่น แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่วางนโยบายอย่างมีวินัย ภาคเอกชนที่ปรับตัวเร็ว และกลไกทางการเงินที่แข็งแรงพอจะรองรับแรงกระแทกจากภายนอกได้ ซึ่งเป็นสูตรที่ธุรกิจทุกขนาดสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับตัวเองได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจระดับประเทศหรือร้านค้าเล็กๆ ในซอย
วันนี้เลยอยากพาไปดูกันแบบละเอียดว่าอะไรคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อได้ และที่สำคัญกว่านั้น คือธุรกิจไทยจะดึงบทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ไปปรับใช้กับตัวเองได้บ้าง
จุดแรกที่น่าชื่นชมคือ แม้ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อระดับสูงจากตลาดโลก แต่ตัวเลข GDP ของไทยในปีนี้ยังคงรักษาการเติบโตเป็นบวกได้อย่างน่าประทับใจ และไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่มาจากหลายแรงหนุนที่ทำงานร่วมกัน แรงหนุนแรกคือภาคการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้แค่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉยๆ แต่ยกระดับไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Quality Tourism คือนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการนับจำนวนหัวอย่างเดียวเยอะมาก
อีกแรงหนุนคือการบริโภคภายในประเทศ ที่ได้แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ตรงจุด ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ไม่ใช่แค่มาตรการที่ประกาศออกมาแล้วไม่เห็นผล สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความเติบโตแบบนี้ไม่ได้มาจากการใช้จ่ายเกินตัวหรือการกระตุ้นแบบระยะสั้นที่พอหมดมาตรการก็แผ่วลงทันที แต่มาจากการผสมผสานระหว่างรายได้จากภายนอกประเทศ (ท่องเที่ยว) กับการหมุนเวียนภายในประเทศ (การบริโภค) ซึ่งเป็นสูตรที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการพึ่งพาแหล่งรายได้เดียว เพราะถ้าปีไหนนักท่องเที่ยวลดลงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ยังมีกำลังซื้อภายในประเทศคอยประคองไว้อีกท
1.เรื่องแรกคือค่าเงินบาท แม้จะผันผวนตามสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่บ้าง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่สมดุลได้ ไม่กระทบภาคการส่งออกมากเกินไป และไม่ทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานพุ่งจนควบคุมไม่ได้
2.เรื่องที่สองคือทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่ไทยยังคงรักษาระดับไว้สูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล เปรียบเหมือน "กันชน" ชั้นดีที่ช่วยรองรับแรงกระแทกเวลาที่วิกฤตการเงินโลกเกิดขึ้น
3.เรื่องที่สามคือหนี้สาธารณะ ที่ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยเน้นกู้ยืมเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างรายได้กลับคืนมาในอนาคต ไม่ใช่กู้มาใช้จ่ายแบบไม่มีทิศทาง
ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ครับ เหมือนครอบครัวหนึ่งที่มีเงินเก็บสำรองยามฉุกเฉิน ไม่ก่อหนี้เกินตัว และกู้เงินเฉพาะตอนที่เอาไปลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม เช่น ต่อเติมบ้านให้เช่า ไม่ใช่กู้มาซื้อของฟุ่มเฟือย ครอบครัวแบบนี้ย่อมรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าครอบครัวที่ใช้จ่ายเกินตัวและไม่มีเงินสำรองเลย ประเทศก็เช่นเดียวกัน วินัยทางการเงินแบบนี้แหละที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะไม่แน่นอนแค่ไหนก็ตาม
อีกจุดที่น่าสนใจมากคือ ปีนี้ไทยตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองด้านหลัก ด้านแรกคือโลจิสติกส์เชื่อมโลก ความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาค ด้านที่สองคือการเป็นฐานการผลิตแห่งอนาคต ไทยสามารถดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมดิจิทัลให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่าไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคอาเซียนจริงๆ
จุดที่น่าสนใจคือ การวางตำแหน่งตัวเองแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการวางแผนต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ และการสร้างระบบนิเวศที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ไม่ใช่แค่เชิญชวนให้มาลงทุนแล้วปล่อยให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อมเหมือนหลายประเทศเจอ การที่แบรนด์ระดับโลกเลือกไทยเป็นฐานการผลิต จึงไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพระยะยาวของประเทศด้วย
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องราวระดับมหภาคแบบนี้ไกลตัวธุรกิจเล็กๆ เกินไป แต่จริงๆ แล้วมีบทเรียนที่ปรับใช้ได้จริงในระดับธุรกิจซ่อนอยู่หลายข้อครับ
บทเรียนแรกคือ ความร่วมมือสำคัญกว่าการทำคนเดียว สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยผ่านมรสุมมาได้ ไม่ใช่ฝีมือของภาครัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการทำงานร่วมกัน ธุรกิจที่จับมือกับพันธมิตร ซัพพลายเออร์ หรือแม้แต่คู่แข่งในบางเรื่อง มักรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าธุรกิจที่พยายามแบกทุกอย่างไว้คนเดียว
บทเรียนที่สองคือ เสถียรภาพสร้างความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นสร้างโอกาส เช่นเดียวกับที่วินัยทางการเงินทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในประเทศไทย ธุรกิจเองก็เช่นกัน การรักษาสภาพคล่อง ไม่ก่อหนี้เกินตัว และบริหารเงินสดอย่างมีวินัย คือรากฐานที่ทำให้คู่ค้าและลูกค้าเชื่อมั่นในระยะยาว มากกว่าการเติบโตแบบหวือหวาแต่ไม่มั่นคง
บทเรียนที่สามคือ การยกระดับคุณค่าสำคัญกว่าการเพิ่มปริมาณ เหมือนกับที่ภาคท่องเที่ยวไทยเลือกยกระดับไปสู่ Quality Tourism แทนที่จะเน้นแค่จำนวนนักท่องเที่ยว ธุรกิจก็ควรมองหาทางเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการของตัวเอง แทนที่จะแข่งขันด้วยปริมาณหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะการแข่งแบบนั้นมักจบลงด้วยกำไรที่บางลงเรื่อยๆ
บทเรียนสุดท้ายคือ การวางตำแหน่งตัวเองให้ชัดเจนคือกุญแจของการเติบโตระยะยาว การที่ไทยวางตัวเองเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค แทนที่จะแข่งขันตรงๆ กับประเทศอื่นในทุกด้าน คือบทเรียนสำคัญสำหรับธุรกิจเช่นกัน การหาจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเองในตลาด แทนที่จะพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน มักนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนกว่า
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งดูครับ ถ้าเจ้าของร้านนำหลักการเดียวกับที่ประเทศใช้มาปรับใช้ อาจหน้าตาแบบนี้ แทนที่จะพยายามทำทุกเมนูเพื่อดึงลูกค้าทุกกลุ่ม (เหมือนพยายามแข่งกับทุกประเทศในทุกด้าน) ร้านอาจเลือกโฟกัสเมนูที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดสักสองสามอย่าง แล้วทำให้อร่อยจนเป็นที่จดจำ (เหมือนการวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางเฉพาะด้าน)
แทนที่จะกู้เงินมาขยายร้านทันทีที่เริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น ร้านอาจเก็บเงินสำรองไว้ก่อนสักระยะ แล้วค่อยขยายเมื่อฐานลูกค้ามั่นคงจริงๆ (เหมือนวินัยทางการเงินที่ทำให้ประเทศมีกันชนรองรับความผันผวน) และแทนที่จะแข่งราคากับร้านข้างเคียงจนกำไรบางเฉียบ ร้านอาจเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีขึ้น บริการที่ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงขึ้นด้วยความเต็มใจ (เหมือนการยกระดับสู่ Quality Tourism แทนที่จะแข่งจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียว) จะเห็นว่าหลักการระดับประเทศกับหลักการระดับร้านเล็กๆ ไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่คิด เพียงแต่ขนาดของตัวเลขต่างกันเท่านั้นเอง
ธุรกิจขนาดเล็กจะได้ประโยชน์จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างไร
แม้ธุรกิจเล็กจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหญ่อย่าง EV โดยตรง แต่ได้รับผลดีทางอ้อมผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น เช่น ระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นช่วยให้ส่งสินค้าได้เร็วและถูกลง หรือความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศมั่นคงขึ้นตามไปด้วย
เสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เกี่ยวข้องกับธุรกิจรายย่อยแค่ไหน
เกี่ยวข้องมากกว่าที่คิดครับ เพราะเมื่อค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อมีเสถียรภาพ ต้นทุนวัตถุดิบและการวางแผนธุรกิจก็คาดการณ์ได้ง่ายขึ้น ต่างจากช่วงที่ค่าเงินผันผวนหนัก ซึ่งทำให้ธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่คาดเดาไม่ได้
ธุรกิจควรเตรียมตัวรับมือกับปี 2027 อย่างไรบ้าง
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือ ทบทวนโครงสร้างต้นทุนให้มีความยืดหยุ่น ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เดียว และเริ่มมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับที่ภาพรวมประเทศใช้หลักความร่วมมือฝ่าฟันความผันผวนมาได้
เศรษฐกิจไทยปี 2026 คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแรง สามารถพาประเทศผ่านพ้นความผันผวนของโลกไปได้อย่างสง่างาม และความเชื่อมั่นที่ถูกสร้างขึ้นในปีนี้ กำลังกลายเป็นฐานรากสำคัญสำหรับการเติบโตต่อไปในปีหน้า สำหรับธุรกิจไทยไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวเศรษฐกิจที่อ่านผ่านๆ แต่แฝงบทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นพลังของความร่วมมือ ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเงิน การมุ่งเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ หรือการหาจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่แข็งแกร่งก็ประกอบขึ้นจากธุรกิจที่แข็งแกร่งนับล้านรายที่เดินไปด้วยกัน
ปี 2027 ที่กำลังจะมาถึง อาจยังมีความไม่แน่นอนรออยู่ข้างหน้าเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่ถ้าธุรกิจไทยเรียนรู้จากบทเรียนที่ประเทศเพิ่งพิสูจน์ให้เห็น นั่นคือการร่วมมือกันแทนที่จะสู้อย่างโดดเดี่ยว การสร้างเสถียรภาพให้ตัวเองก่อนไล่ตามการเติบโตแบบก้าวกระโดด และการรู้จักจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าธุรกิจไทยจะผ่านความท้าทายข้างหน้าไปได้ดีไม่แพ้ที่ประเทศเพิ่งทำสำเร็จมา