
connectbizs
|
ธุรกิจ
|
15/09/2026

เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงการเติบโตในสายงาน มักมีคำแนะนำคล้าย ๆ กันว่า หาให้เจอว่าตัวเองเก่งอะไร แล้วพัฒนาสิ่งนั้นให้เก่งที่สุด อยากโตสาย Marketing ก็ต้องรู้เรื่อง Marketing ให้ลึก อยากเป็น Designer ก็ต้องออกแบบให้เก่ง อยากทำสาย Finance ก็ต้องแม่นเรื่องตัวเลข อยากเป็น Developer ก็ต้องเขียนโปรแกรมให้แข็งแรง
แนวคิดนี้ไม่ได้ผิดเลย เพราะไม่ว่าจะทำงานยุคไหน การมีความเชี่ยวชาญที่ชัดเจนก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาคือ โลกการทำงานวันนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว งานหลายอย่างไม่ได้แยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ชัดเจนเหมือนเดิม คน Marketing ต้องเข้าใจ Data มากขึ้น คนทำ Content ต้องมองเรื่อง Business เป็น Designer ต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ส่วนคนที่ทำงานสาย Business เองก็ต้องเริ่มเข้าใจ Technology และ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน AI ก็เข้ามาทำให้หลายสิ่งที่เมื่อก่อนต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง สามารถเริ่มต้น ทดลอง หรือทำได้ง่ายขึ้น คำถามสำหรับคนทำงานยุคนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ เราเก่งอะไร แต่อาจต้องถามเพิ่มอีกว่า ความเก่งที่เรามี สามารถเอาไปเชื่อมกับอะไรได้อีกบ้าง
บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เราควรเลือกเก่งให้ลึกในเรื่องเดียว หรือควรเรียนรู้ให้กว้างหลายด้าน และเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร โดยไม่ต้องกลายเป็นคนที่พยายามทำทุกอย่างจนสุดท้ายไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไรกันแน่
ลองนึกถึงคนทำงานสองคน คนแรกทำงานในสายเดิมมาหลายปี มีความรู้เฉพาะทางสูง เจอปัญหายาก ๆ ก็รู้ว่าจะต้องเริ่มแก้จากตรงไหน และมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเห็นรายละเอียดที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น นี่คือคนที่มีความเก่งแบบลึก หรือ Specialist อีกคนหนึ่งอาจไม่ได้ลงลึกที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เข้าใจหลายด้าน สามารถคุยกับคนจากหลายทีมได้ เข้าใจว่าฝ่าย Marketing ต้องการอะไร ฝ่าย Sales คิดแบบไหน และฝ่าย Product มีข้อจำกัดอะไร คนแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น Generalist หรือคนที่มีความรู้ค่อนข้างกว้าง
การเก่งลึกทำให้เรามีความเชี่ยวชาญ มีสิ่งที่เป็นจุดแข็งชัดเจน และสามารถรับมือกับโจทย์ที่ซับซ้อนในสายงานนั้นได้ดี แต่ถ้ามองเฉพาะด้านของตัวเองมากเกินไป เราอาจไม่เห็นว่างานของเรากำลังเชื่อมกับส่วนอื่นของธุรกิจอย่างไร ในทางกลับกัน คนที่รู้กว้างอาจมองเห็นภาพรวมและเชื่อมหลายฝ่ายเข้าด้วยกันได้ดี แต่ถ้ารู้ทุกเรื่องเพียงผิวเผิน ก็อาจไม่มีความเชี่ยวชาญที่ชัดพอให้คนอื่นนึกถึงเราเมื่อต้องการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เพราะฉะนั้น คำตอบอาจไม่ใช่ว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหนแต่เป็นการหาวิธีเอาข้อดีของทั้งสองแบบมาอยู่ในคนคนเดียวกัน

พอพูดว่าคนทำงานยุคนี้ควรรู้หลายเรื่อง หลายคนอาจเริ่มรู้สึกกดดัน แค่ทำงานทุกวันนี้ก็มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะอยู่แล้ว ไหนจะ AI ไหนจะ Data ไหนจะ Communication ไหนจะต้องเข้าใจ Business เพิ่มอีก แล้วเราต้องเรียนทุกอย่างเลยหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เก่งทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่า อะไรคือแกนหลักของเรา และอะไรคือทักษะที่จะเข้ามาเสริมแกนนั้น ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนในบริษัทพูดถึงชื่อเรา เราอยากให้เขานึกถึงเราว่าเป็นคนที่เก่งเรื่องอะไร นั่นอาจเป็นทักษะหลักที่เราควรลงทุนกับมันให้มากพอ ส่วนทักษะอื่น ไม่จำเป็นต้องเก่งในระดับเดียวกันทั้งหมด แค่เรียนรู้มากพอที่จะนำมาใช้ร่วมกับทักษะหลักของเราได้
แนวคิดลักษณะนี้มักเรียกว่า T-shaped skills ถ้านึกภาพตัวอักษร T เส้นแนวตั้งคือความเชี่ยวชาญหลักของเรา เป็นเรื่องที่เรารู้จริง ทำจริง และมีประสบการณ์มากพอที่จะสร้างคุณค่าได้ส่วนเส้นแนวนอนคือความรู้ด้านอื่น ๆ ที่เราเข้าใจในระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำงานกับคนอื่น มองเห็นภาพรวม และนำความเชี่ยวชาญของเราไปใช้กับโจทย์ที่หลากหลายขึ้นจุดสำคัญจึงไม่ใช่การสะสม Skill ให้เยอะที่สุด แต่คือการสร้าง Skill Set ที่ทำงานร่วมกันได้
ลองนึกถึงคนทำ Marketing ถ้าเก่ง Marketing อย่างเดียว เราอาจวางแผนแคมเปญ ทำ Content หรือซื้อ Media ได้ดี แต่ถ้าเราอ่าน Data เป็นด้วย เราจะเริ่มมองเห็นว่าแคมเปญไหนได้ผล คนกลุ่มไหนตอบสนอง และงบที่ใช้ไปสร้างผลลัพธ์กลับมาอย่างไร ถ้าเข้าใจ Sales เพิ่มขึ้นอีก เราจะเริ่มมองเลยไปถึงยอดขาย ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอด Reach หรือ Engagement และถ้าใช้ AI ได้ดี เราอาจลดเวลาของงานบางส่วนลง แล้วเอาเวลาไปใช้กับการคิด Strategy หรือวิเคราะห์สิ่งที่สำคัญกว่า จาก Marketing หนึ่งทักษะ เมื่อเชื่อมกับ Data, Sales และ AI มูลค่าของทักษะเดิมก็เปลี่ยนไป
Designer ก็เหมือนกัน Designer ที่ออกแบบสวยเป็นย่อมมีพื้นฐานที่ดี แต่ถ้าเข้าใจ Consumer Behavior เพิ่มขึ้น ก็จะเริ่มรู้ว่าทำไมผู้ใช้งานถึงกดตรงนี้ ทำไมคนถึงหยุดดูตรงนั้น หรืออะไรทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ ถ้าเข้าใจ Marketing เพิ่ม ก็จะรู้ว่างานหนึ่งชิ้นกำลังสื่อสารกับใคร และถ้าเข้าใจ Business ด้วย ก็จะเริ่มมองงานออกแบบมากกว่าแค่เรื่องความสวย แต่เห็นด้วยว่างานนั้นกำลังช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ธุรกิจ จากคนที่รอรับบรีฟ จึงอาจกลายเป็นคนที่สามารถช่วยคิดตั้งแต่ก่อนมีบรีฟได้ด้วยซ้ำ นี่คือความแตกต่างระหว่างการมีหลาย Skill กับการ เชื่อม Skill เป็น

อีกหนึ่งเหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญขึ้น คือการมาของ Generative AI หลายอย่างที่เมื่อก่อนมีเส้นแบ่งระหว่างอาชีพค่อนข้างชัด วันนี้เริ่มข้ามไปมาหากันได้ง่ายขึ้น คนทำ Content สามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้ คนทำ Marketing สามารถสร้างภาพหรือ Prototype ง่าย ๆ เพื่ออธิบายไอเดียให้ทีมเห็นภาพก่อนส่งต่อให้ Designer ได้ คนที่ไม่ได้เป็น Programmer ก็สามารถใช้ AI ช่วยเขียน Code เบื้องต้น หรือสร้างเครื่องมือเล็ก ๆ สำหรับช่วยงานตัวเองได้
ส่วนคนที่ทำงานสาย Data ก็สามารถใช้ AI ช่วยสรุปและอธิบายข้อมูลให้อยู่ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า Specialist จะหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม เมื่อเครื่องมือทำให้ทุกคนเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้น ความเชี่ยวชาญจริงอาจยิ่งมีความสำคัญ เพราะคนที่รู้ลึกจะรู้ว่าสิ่งที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด ใช้ได้จริงหรือไม่ และควรปรับตรงไหน AI จึงไม่ได้ทำให้เราต้องเลิกเก่งลึก แต่มันกำลังเปิดโอกาสให้คนที่เก่งลึก สามารถขยายความสามารถของตัวเองออกไปได้กว้างกว่าเดิม
บางครั้งเราเห็นประกาศงานที่ต้องการ Skill เยอะมาก จนรู้สึกเหมือนบริษัทกำลังตามหาคนหนึ่งคนที่ทำงานได้ทั้งแผนก แต่ในความเป็นจริง การมี Skill เยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าเสมอไป สิ่งที่มีค่ากว่าคือการรู้ว่า เมื่อเจอโจทย์หนึ่ง เราควรใช้ Skill ไหน
อะไรควรทำเอง
อะไรควรใช้ AI ช่วย
อะไรควรส่งต่อให้ Specialist
และตรงไหนที่เราควรเข้าไปเชื่อมคนหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน
คนทำงานที่มีคุณค่าจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ตอบได้ทุกคำถาม แต่อาจเป็นคนที่ เข้าใจโจทย์ รู้ว่าตัวเองรู้อะไร รู้ว่าอะไรที่ตัวเองไม่รู้ และรู้ว่าจะไปหาคำตอบจากไหน นี่เป็นทักษะที่สำคัญมากในโลกที่ความรู้ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน
ปัญหาของคนทำงานหลายคนอาจไม่ใช่ไม่อยากพัฒนาตัวเอง แต่คือไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน เปิด Social Media มาก็เจอคนบอกให้เรียน AI เลื่อนไปอีกหน่อย มีคนบอก Data สำคัญ อีกโพสต์บอกต้องฝึกภาษา อีกคลิปบอก Personal Branding กำลังมา สุดท้ายมีสิ่งที่รู้สึกว่าต้องเรียนเต็มไปหมด จนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไรดี วิธีหนึ่งที่ง่ายกว่าคือ อย่าเริ่มจากสิ่งที่กำลังเป็นกระแส แต่ให้เริ่มจาก ปัญหาที่เราเจอในงานจริง ถ้าทำ Marketing แล้วมีไอเดียเยอะ แต่ไม่รู้ว่าไอเดียไหนเวิร์ก เพราะอ่านตัวเลขไม่คล่อง ทักษะที่ควรเพิ่มอาจเป็น Data
ถ้าทำงานเก่ง แต่เวลาเสนอไอเดียคนไม่ค่อยเข้าใจ สิ่งที่ควรฝึกอาจเป็น Communication หรือ Presentation
ถ้าต้องเสียเวลาไปกับงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน สิ่งที่ควรเรียนอาจเป็น AI หรือ Automation
ถ้าเก่งงานเฉพาะทาง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทถึงตัดสินใจบางอย่าง สิ่งที่ควรเพิ่มอาจเป็นความรู้ด้าน Business
เมื่อคิดแบบนี้ การพัฒนาตัวเองจะไม่ใช่การวิ่งตามทุก Skill ที่กำลังฮิต แต่เป็นการเลือกเรียนสิ่งที่ ช่วยแก้ข้อจำกัดของเราในวันนี้ และเพิ่มโอกาสให้เราในวันข้างหน้า
อีกเรื่องที่สำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องมี Skill Set เหมือนคนอื่น คนทำ Marketing สองคนอาจเดินไปคนละทางได้ คนหนึ่งอาจชอบตัวเลข จึงพัฒนาตัวเองไปทาง Marketing + Data + Performance จนกลายเป็นคนที่เก่งเรื่อง Growth อีกคนอาจชอบความคิดสร้างสรรค์ จึงไปทาง Marketing + Content + Storytelling + Creative Strategy ทั้งคู่เริ่มจาก Marketing เหมือนกัน แต่เมื่อเติมทักษะที่ต่างกัน เส้นทางอาชีพก็เริ่มแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น การพัฒนาตัวเองไม่ควรเป็นการเปิดดูว่าคนอื่นกำลังเรียนอะไร แล้วเรียนตามทั้งหมด แต่ควรกลับมาดูว่า
เราเก่งอะไร
เราชอบอะไร
งานของเราขาดอะไร
และเราอยากไปอยู่ตรงไหนในอีก 2–3 ปี
คำตอบของสี่คำถามนี้ อาจช่วยบอกได้ดีกว่าเทรนด์ใน Social Media ว่า Skill ต่อไปที่เราควรเรียนคืออะไร
สุดท้ายแล้ว เหตุผลที่การมีทั้งความลึกและความกว้างสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะสามารถใส่ Skill ลงใน Resume ได้มากขึ้นแต่อยู่ที่มันทำให้เรามองปัญหาได้รอบด้านกว่าเดิมเมื่อเราเข้าใจเฉพาะงานของตัวเอง เราอาจทำ Task ที่ได้รับมอบหมายได้ดแต่เมื่อเราเริ่มเข้าใจลูกค้า เข้าใจ Business เข้าใจ Technology และเข้าใจว่าทีมอื่นกำลังทำอะไร เราจะเริ่มมองเห็นว่า Task ที่ได้รับมานั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรจากเดิมที่ถามว่า ต้องทำอะไรเราอาจเริ่มถามว่า ทำไมเราถึงต้องทำสิ่งนี้และจากเดิมที่รอรับโจทย์ เราอาจเริ่มมองเห็นปัญหาและเสนอทางแก้ได้เองนี่อาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่างคนที่ทำงานเป็น กับคนที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพราะความเก่งลึกทำให้เรามีจุดแข็ง ขณะที่ความรู้กว้างช่วยให้เรานำจุดแข็งนั้นไปใช้กับโลกที่ซับซ้อนขึ้นได้สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างแต่คือการมี หนึ่งเรื่องที่เราอยากเก่งจริง แล้วค่อยเลือกทักษะอื่นเข้ามาเสริมอย่างมีเหตุผลถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีอะไรเป็นแกนหลัก รู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน และรู้ว่าควรเติม Skill อะไรเพื่อไปยังเป้าหมายต่อไป การเรียนรู้ก็จะมีทิศทางมากขึ้นเพราะในวันที่ AI และ เทคโนโลยีทำให้เครื่องมือใหม่เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม สิ่งที่มีค่าอาจไม่ใช่จำนวนโปรแกรมที่เราใช้เป็น หรือจำนวน Skill ที่เขียนลงใน Resume ได้ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ แล้วนำมันกลับมาเชื่อมกับความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่สุดท้ายคำถามสำหรับคนทำงานยุคนี้จึงอาจไม่ใช่แค่วันนี้เราเก่งอะไรแต่ควรถามต่อด้วยว่าสิ่งที่เราเก่งอยู่วันนี้ จะเอาไปต่อยอดกับอะไร เพื่อทำให้เราเก่งขึ้นและมีคุณค่ามากกว่าเดิมในวันข้างหน้า